122 จำนวนผู้เข้าชม |
สงครามตะวันออกกลางทำให้ราคาน้ำมันสูงขึ้นจนกระทบค่าครองชีพและความเป็นอยู่ของประชาชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ทั่วทั้งโลก รัฐบาลของนายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกฯ และ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และ รมต.คลัง ก็หวังดีโดยพยายามหาช่องทางในการช่วยเหลือประชาชนในปัญหาน้ำมันที่ขึ้นราคาอย่างแรงและเร็ว
หนึ่งในนโยบายที่ได้ประกาศออกมาคือ “รถเก่าแลกรถใหม่” มีสาระสำคัญคือ รถเก่าแลกรถใหม่ต้องเป็นรถ EV หรือ Hybrid หรือ Plug-in โดยรัฐบาลจะใช้เงินภาษีสนับสนุนในอัตราดอกเบี้ยพิเศษ เพื่อเหตุผล
3 ประการ คือ
1. น้ำมันราคาสูง
2. ลดปัญหาอากาศพิษจากรถเก่า
3. เกิดเศรษฐกิจหมุนเวียนจากการซื้อขายรถ
ผมจะมาวิเคราะห์ให้ฟังว่าเป็นนโยบายที่ถูกทางหรือผิดพลาด...
1. บริษัทค่ายรถใหม่ๆ หรือใหญ่ๆ ในประเทศไทยจะได้ประโยชน์เต็มๆ เศรษฐกิจหมุนเวียนจริง ไม่ว่าบริษัทจีนที่ครองตลาดรถ EV และบริษัทรถอื่นๆ ที่ไม่มีรถ EV แต่แน่นอนว่ามีรถ Hybrid และ Plug-in จำหน่ายหลายรุ่น
2. บริษัทไฟแนนซ์ หรือสถาบันการเงินต่างๆ จะได้รับประโยชน์เต็มๆ เช่นกัน เพราะจะได้เงินทุนก้อนใหญ่ดอกเบี้ยต่ำจากรัฐบาลแล้วมาบวกค่าการตลาด ค่าพนักงาน ค่าความเสี่ยง เป็นต้น แต่ดอกเบี้ยต้องให้ถูกกว่าอัตราดอกเบี้ยปกติ เพราะส่วนหนึ่งของดอกเบี้ยนั้นรัฐบาลได้เอาเงินภาษีมาชดเชยให้แล้ว
3. บริษัทรับซื้อรถมือสอง (เต็นท์รถ) จะได้รับประโยชน์เต็มๆ อีกเช่นกัน เงื่อนไขของโครงการนี้คือต้องเอารถเก่ามาแลกคือเอามาขาย (Turn) ซึ่งก็คงต้องเป็นบริษัทรับซื้อรถเก่า (เรื่องนี้รัฐบาลยังไม่ได้ลงรายละเอียดว่ารถเก่าที่รับแลกมาแล้วจะทำอะไรต่อ หรือใช้หน่วยงานไหนมาบริหารจัดการ หรือจะเอามาทำลาย ถ้าจะมาทำลายควรมี Scrap Law ไหม? ซึ่งผมจะมีโอกาสมาเล่ากฎหมายนี้ใน EP ต่อๆ ไป)
4. รถเก่าตามข้อ 3 จะถูกขายผ่านบริษัทรับซื้อรถมือสอง (เต็นท์รถ) ซึ่งเต็นท์รถเหล่านี้ก็ต้องนำไปขายต่อเพื่อเอากำไรไปที่ตลาดล่างๆ อีกทอดหนึ่ง ดังนั้นความคิดว่าจะลดปัญหาอากาศเป็นพิษจากรถเก่าคงไม่เกิดขึ้นแน่นอน แต่จะมีเพิ่มขึ้นด้วยซ้ำไปเพราะรถ Hybrid และ Plug-in ก็ยังใช้น้ำมันอยู่
5. ตอนนี้มากล่าวถึงประชาชนว่าจะได้ประโยชน์เต็มๆ อะไรบ้าง?
5.1 ประชาชนจะได้เงินก้อนหนึ่งจากการขายรถเก่าแล้วต้องไปวางดาวน์รถใหม่
5.2 ประชาชนจะได้กู้เงินสำหรับรถใหม่และเริ่มต้องผ่อน 48 หรือ 60 งวดต่อไป
5.3 และที่สำคัญที่สุดคือประชาชนจะได้หนี้ในครัวเรือนเพิ่มมากขึ้น เพราะรู้สึกว่าได้กำไรจากดอกเบี้ยราคาต่ำ สรุปประชาชนได้สร้างหนี้ครัวเรือนก้อนใหญ่ไปอีก 48-60 เดือน และถ้าหนี้ขาดนัดชำระก็ต้องถูกค่าปรับจากสถาบันการเงิน หรือต้องเพิ่มหนี้ที่ต้องจ้างทนายมาสู้คดีในชั้นศาล หากไม่สามารถชำระค่างวดตามเวลาได้ครบถ้วน
ถ้าจำได้สมัยนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ได้ทำนโยบายรถคันแรกเอาเงินภาษีทั้งประเทศมาชดเชยให้คันละ 100,000 บาท สมัยนั้นฮือฮามาก ผู้เขียนได้ออกมาทักท้วงแล้วและขอให้ทบทวนใหม่ ปรากฏว่าตลาดรถใหม่ผันผวนมาก รถใหม่ไม่พอขายเกิดธุรกิจสีเทาๆ คือการขายใบจอง พอๆ กับตลาดรถเก่าก็ระส่ำระสาย ซึ่งต่อมาทำให้บริษัทรถเก่าต้องปิดกิจการเป็นจำนวนมาก ซ้ำร้ายที่สุดประชาชนติดกับดักกับเงินช่วยเหลือ 100,000 บาท ยอดขายรถถล่มทลาย พอๆ กับอีก 2-3 ปี
ต่อมา ประชาชนจำนวนมาก (นับแสนราย) ก็ถูกสถาบันการเงินยึดรถคันแรกและถูกฟ้องเพราะไม่สามารถผ่อนต่อจนครบ
รัฐเองก็เสียหายไม่น้อยเช่นกัน คำถามว่า... ใครรับผิดชอบ?
สมมติว่าผู้เขียนมีรถเก่า 1 คันและไม่มีภาระผ่อนเลย น้ำมันอาจจะแพงขึ้นจริง แต่ผู้เขียนจะประหยัดการใช้รถวันธรรมดาโดยใช้รถสาธารณะ และจะใช้รถวันหยุดหรือวันที่จำเป็นเท่านั้น ดังนั้นผู้เขียนก็จะจ่ายน้ำมันแพงในบางครั้งหรือบางวันที่จำเป็นเท่านั้น
แต่ถ้าผู้เขียนไปติดกับดักเรื่องรถเก่าแลกรถคันใหม่เพื่อหนีราคาน้ำมันแพงตามที่รัฐบาลคิดนโยบายนี้ และไปขายรถเก่าแต่ต้องมาจ่ายเงินค่างวดกับรถใหม่ แถมจ่ายดอกเบี้ย (แม้ว่าจะพิเศษ) อีก แต่ต้องไม่ลืมว่าต้องจ่ายเงินต้นของราคารถใหม่บวกดอกเบี้ย สำหรับทั้งวันและทั้งคืนไปอีก 48-60 เดือน ผมจะเลือกจ่ายเงินต้นค่ารถและดอกเบี้ยเฉพาะวันหยุดหรือวันที่จำเป็นเหมือนใช้รถเก่าไม่ได้แล้ว เกิดถ้าอนาคตผมผ่อนต่อไม่ได้ก็ต้องถูกยึดรถ EV หรือ Hybrid หรือ
Plug-in พร้อมกับต้องถูกฟ้องศาลอีกส่วนหนึ่งด้วยล่ะ
คำถามตัวโต... รัฐบาลมีเจตนาดีแต่คิดรอบด้านดีหรือยัง ข้อดีมีจริงแต่ข้อเสียจะมีมากกว่าและใหญ่กว่าไหมครับ
ดร.นที วรรธนะโกวินท์
นายกสมาคมรถเช่าไทย
อนุญาโตตุลาการ
วันที่ 23 เมษายน 2569